คิดผิดคิดใหม่! "กาแฟ" กินให้ตาสว่าง ต้องระวังกว่าที่คิด เสี่ยงท้องร่วง

Publish 2018-11-08 19:37:23


กาแฟ (coffee) เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และได้เข้ามามีบทบาทหรือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายๆ คน นั่นเป็นเพราะว่า หลังจากดื่มกาแฟแล้ว จะทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และช่วยทำให้หายง่วงซึมในขณะที่เรียนหรือทำงาน แต่สิ่งที่หลายๆ คนไม่เคยรู้เลยคือความสามารถของคาเฟอีนมันไม่ได้หมดแค่นั้น 

 

 



พลังที่แอบแฝงของคาเฟอีนคือมันมีฤทธิ์กระตุ้นตัวรับมัสคารินิก (Muscarinic) ที่ทำให้เกิดการกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัว ซึ่งแน่นอนว่ามันจะทำให้เราเกิดการขับถ่าย และฟังดูแล้วก็ไม่ได้อันตรายอะไร ทว่าเวลาที่เราเชื่อถืออะไรบางอย่าง เรามักจะทุ่มเทให้มันหมดใจ หลายคนยังคงคิดว่ากาแฟช่วยให้ตื่น ถ้าไม่ตื่น ต้องดื่มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตื่น จุดนี้ล่ะที่จะเริ่มอันตราย

 

 

จากประสบการณ์ของเพื่อนร่วมโซเชียลคนหนึ่ง พบว่ากาแฟถ้วยน้อยเพียง 3 แก้ว จะทำให้กระเพาะยืดตัว กระตุ้นแก๊สโตรโคลิกรีเฟล็กซ์มาเพิ่ม และเมื่อมันผสมรวมเข้ากันกับการบีบตัวของลำไส้แล้ว ผลที่ออกมาคือความตื่นแบบสุด ตาสว่างแบบสุดๆ เพราะจะต้องวิ่งหาห้องน้ำปลดปล่อยพันธะประตูหลังกันให้จ้าละหวั่น ขับถ่ายคล่องชนิดที่ไม่สามารถควบคุมหูรูดได้เลยทีเดียวล่ะ

 

 

ดังนั้นกาแฟจึงไม่ใช่คำตอบของทุกรูปแบบการง่วงนอน เป็นแค่เครื่องดื่มกระตุ้นให้สดชื่นสักนิดก่อนเริ่มวันใหม่ดีกว่า เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะต้องขับถ่ายจนหมดไร้เรี่ยวแรง แถมยังอาจจะต้องพ่วงโรคติดคาเฟอีนไปด้วย ไม่ใช่ผลดีหรอกนะทุกคน



ขณะที่งานวิจัยของ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์ ยังเผยผลเสียของกาแฟอีกว่า "จากการรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการดื่มกาแฟต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าผลงานวิจัยส่วนใหญ่ให้ผลเชิงบวกคือมีแนวโน้มลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน (1-7) โดยสันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากสารสำคัญในเมล็ดกาแฟที่ชื่อว่า กรดคลอโรจีนิก (chlorogenic acid) (8) ส่วนการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการดื่มกาแฟกับโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทซึ่งได้แก่ โรคพาร์คินสันและโรค อัลไซเมอร์พบว่า การดื่มกาแฟมีแนวโน้มช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์คินสันในเพศชาย (9) และผู้ที่ดื่มกาแฟตั้งแต่มีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนมีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมเมื่อมีอายุย่างเข้าสู่วัยสูงอายุน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟเลย (10) และในการศึกษาความสัมพันธ์ของดื่มกาแฟกับภาวะความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (11-13) มะเร็งเต้านม (14-15) มะเร็งรังไข่ (16-17) และมะเร็งตับ (18-19) มีทั้งผลเชิงบวกคือมีแนวโน้มลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติต่อการเกิดโรค จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการดื่มกาแฟจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งดังกล่าวได้ นอกจากนี้ผลจากการศึกษาความสัมพันธ์ของการดื่มกาแฟกับการสะสมและการเสื่อมของกระดูกพบว่า การดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 3 ถ้วย (ได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 300 มก.) ต่อวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนและกระดูกสะโพกหักได้ (20) 

 

 

ผลการวิจัยเกี่ยวกับการดื่มกาแฟกับสุขภาพที่รวบรวมได้ทั้งหมดเป็นผลการสำรวจข้อมูลจากต่างประเทศ ซึ่งผลการศึกษาที่ได้จะต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แม้ว่าเป็นโรคชนิดเดียวกัน นั่นเป็นเพราะว่า พฤติกรรมหรือวิธีการเตรียมกาแฟเพื่อดื่มในแต่ละท้องที่มีความนิยมที่แตกต่างกัน และสายพันธุ์กาแฟในแต่ละพื้นที่ก็มีผลต่อปริมาณสารสำคัญในเมล็ดกาแฟอีกด้วย ดังนั้นในการดื่มกาแฟเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงมักอ้างอิงปริมาณสารออกฤทธิ์ที่สำคัญในเมล็ดกาแฟ ซึ่งก็คือคาเฟอีนมาเป็นตัวกำหนดปริมาณการดื่มกาแฟหรือแม้แต่เครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งขนาดที่แนะนำคือ ไม่ควรเกินวันละ 300 มก. หรือเท่ากับกาแฟประมาณ 1-2 ถ้วย (ปริมาณกาแฟ 1 ถ้วยเท่ากับ 150 มล. และมีคาเฟอีนเฉลี่ย 115 มก.ต่อถ้วย) "

 

 

รู้แบบนี้แล้วคอกาแฟทั้งหลาย เวลาง่วงก็อย่าพยายามยึดติดกับกาแฟให้มาก ลองหันมาออกกำลังกาย พักสายตา หรือคลายเครียดสักพัก แต่หากอยากทานกาแฟจริงๆก็ควรทานด้วยปริมาณที่พอดี จะได้ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพนะ

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัชศาสตร์ , gangbeauty


เรียบเรียงโดย : จิระนันท์ เมฆปัจฉาพิชิต