เมื่อครั้ง "ร.๕" ทรงถูก "มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย" ลองพระราชหฤทัย ขอพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่ประเทศรัสเซีย

Publish 2018-11-21 13:59:55


ในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  เสด็จถึงรัสเซีย และเสด็จเยือนพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ถือเป็นวันแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย อย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ ๒ เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยศที่ "มกุฎราชกุมาร" แห่งรัสเซีย ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยือนราชอาณาจักรสยามอย่างเป็นทางการ ในฐานะพระสหายสนิทในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ระหว่างวันที่ ๒๐ - ๒๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๓๔ รวมเวลาทั้งสิ้น ๕ วัน ในการนี้ รัชกาลที่ ๕ ได้โปรดเกล้าให้จัดการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่สมกับพระเกียรติและสมกับที่ทรงเป็นพระกัลยาณมิตรซึ่งกันและกัน

ในการนี้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้มีพระราชดำริว่า สยามและรัสเซียนั้นแม้อยู่ห่างไกล แต่พระราชวงศ์ได้ดำเนินพระราชไมตรีด้วยดีเสมอมา เสมือนหนึ่งแผ่นดินเดียวกันก็ว่าได้ ในการที่มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียเสด็จฯจากแดนไกลมาถึงเพียงนี้ มีพระหฤทัยประสงค์จำนงใดในราชอาณาจักรนี้ก็จะทรงจัดหาให้ไม่ขัดข้อง

 

 

 



              ด้วยเหตุนี้ มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย จึงได้กราบบังคมทูลขอพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่กรุงรัสเซีย เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงนิ่งและทรงอึ้งอยู่ชั่วครู่ เพื่อดำรงพระเกียรติยศและพระเกียรติศักดิ์ในพระราชฐานะพระมหากษัตริย์แห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ จึงทรงยึดถือคติที่ว่า "กษัตริย์ ตรัสแล้วไม่คืนคำ" ดังนี้เอง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชดำรัสตอบตกลงพระราชทานพระแก้วมรกตแก่กรุงรัสเซียผ่านทางมกุฎราชกุมาร

             ในการนี้ มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียก็ทรงตกพระทัยไม่น้อย เพราะทรงทราบดีว่าพระแก้วมรตกเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพระราชวงศ์และอาณาประชาราษฎร์ทุกคน จึงทรงมีพระดำรัสตรัสขอบพระทัยอย่างสุดซึ้งและขอให้ฝ่ายสยามได้ขอสิ่งใดจากรัสเซียเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนบ้าง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชดำรัสตอบกลับโดยทันที ทั้งนี้ทรงขอพระแก้วมรกตกลับคืนสู่ราชอาณาจักรไทยเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวของปวงชนทั้งราชอาณาจักรเช่นเดิม มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียได้ทรงสดับดังนั้น ทรงเลื่อมใสในพระปรีชาสามารถในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอย่างมาก และทรงถวายพระแก้วมรกตคืน

 

 

             เนื่องจากพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น เสมือนหนึ่งกฎหมายและมีผลบังคับในทันที ดังนั้นช่วงเวลาไม่กี่นาทีดังกล่าว ถือได้ว่าพระแก้วมรกตได้เป็นของรัสเซียแล้ว แม้มิได้อัญเชิญออกจากที่หรือเคลื่อนย้ายใดๆแม้แต่น้อย หากวันนั้น มกุฎราชกุมารรัสเซียไม่ได้ทรงขอพระแก้วมรกต ราชอาณาจักรสยามอาจจะต้องเสียดินแดนไปมากกว่านี้ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม .. พระราชไมตรีอันแน่นแฟ้นของพระราชวงศ์ทั้งสองนี้ ก็ได้คานอำนาจของประเทศมหาอำนาจในยุโรปอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษ ทำให้สยามดำรงเอกราชเพียงประเทศเดียวในภูมิภาคจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

บางตำรากล่าวว่าฝ่ายรัสเซียได้หยอดคำหวานขอก่อน โดยที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมิได้ทรงเสนอข้อแลกเปลี่ยนใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้เป็นกุศโลบายของฝ่ายรัสเซีย เพื่อที่จะทดลองน้ำพระราชหฤทัยในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เมื่อความเป็นดังว่านั้น ฝ่ายรัสเซียจึงตระหนักดีว่าฝ่ายสยามไม่ได้มีความโลภที่จะอยากได้ทรัพย์สมบัติจากรัสเซีย นอกเสียจากน้ำใจไมตรีที่แท้จริง หลังจากที่ มกุฎราชกุมารได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้ากรุงรัสเซียแล้ว ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ ๒ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จฯเยือนรัสเซียอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นการตอบแทนเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๔๔๐ ในโอกาสเสด็จฯเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรก ซึ่งต่อมาได้ถือวันดังกล่าวเป็นวันสถาปนาความสัมพันธ์ไทย – รัสเซีย

 

 

สำหรับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (หรือ วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

         พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนเนไฟรต์สีเขียวดังมรกต เป็นพระพุทธรูปสกุลศิลปะก่อนเชียงแสนถึงศิลปะเชียงแสน หลักฐานที่ตรงกันระบุว่าพบครั้งแรก ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์วัดป่าญะ ตำบลเวียง เมืองเชียงราย (ปัจจุบันคือวัดพระแก้ว เชียงราย อำเภอเมืองเชียงราย) ในปี พ.ศ. ๑๙๗๗ (หรือ ค.ศ. ๑๔๓๔) ฟ้าได้ผ่าลงองค์พระเจดีย์จนพังทลายลง จึงพบพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงได้นำไปไว้ในวิหาร ต่อมาปูนบริเวณพระนาสิกเกิดกระเทาะออก เห็นเป็นเนื้อมรกต จึงกระเทาะปูนออกทั้งองค์ เห็นเป็นเนื้อหยกสีมรกตทั้งองค์

 

 

 



หลังจากนั้น พระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่ทราบข่าวการค้นพบพระพุทธรูปนี้ จึงเชิญมาประดิษฐานที่เชียงใหม่ แต่ช้างทรงพระแก้วมรกตกลับไม่เดินทางไปยังเชียงใหม่ แต่ไปทางลำปางหากช้างนั้นมีพระแก้วมรกตอยู่บนหลังช้าง เชียงใหม่เห็นว่าลำปางก็อยู่ในอาณาจักรล้านนาจึงนำไปไว้ที่วัดพระแก้วดอนเต้า ถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช ได้เชิญพระแก้วมรกตมายังเชียงใหม่ สร้างปราสาทประดิษฐานไว้แต่ถูกฟ้าผ่าหลายครั้ง ครั้นเมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งล้านช้างซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์ล้านนามาครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาเสด็จกลับหลวงพระบาง ก็เชิญพระแก้วมรกตไปด้วยพร้อมกับพระพุทธสิหิงค์ ทางเชียงใหม่ขอคืนก็ได้แต่พระพุทธสิหิงค์ เมื่อล้านช้างย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบางมาเวียงจันทน์ก็เชิญพระแก้วมรกตลงมาด้วย ต่อมาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวง พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง มาจากอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ (ลาว)

 

 

ในครั้งนั้นประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรลงบุษบกในเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนถึงปัจจุบัน 

ที่มาจาก : เพจ ชมรมประวัติศาสตร์สยาม

              https://th.wikipedia.org/wiki/พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร


เรียบเรียงโดย : อุทัย เลิกสันเทียะ